2008/Jun/23

ตำนานแห่ง RO

Introduction : บทนำ


บทตำนานแห่ง RO นี้ เป็นบทความที่เรียบเรียงขึ้น และบอกเล่าถึง ตำนานความรุ่งเรื่องในอดีตกาล เพื่อถ่ายถอดเรื่องราว สู่อนุชนคนรุ่นหลัง ทางผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ อนุชนคนรุ่นหลัก ไม่มากก็น้อย

บทความนี้ จะกล่าวถึงตำนานแห่ง RO ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ไปจนกระทั่งยุคสิ้นสุดอารยธรรม โดยจะกล่าวเป็นลำดับช่วงเวลาไป

Age of Discovery : ยุคเริ่มต้น ยุคแห่งการบุกเบิก


ยุคเริ่มต้นแห่งตำนาน เกิดขึ้นเมื่ออดีตหลายปีก่อน เป็นยุคแห่งการบุกเบิกและค้นภพอาณาจักรRO เป็นจุดเริ่มต้นแห่งอารยธรรม MMO

ช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า รุ่งอรุณแห่งเอ็มเอ็มโอ (Dawn of MMO)

อาณาจักรRO ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลานี้ และยังคงเป็นอาณาจักปิด และอนุญาติให้ "คนที่ถูกเลือก" เท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์เข้าไปยังอาณาจักร ก่อนจะเปิดอาณาจักรให้คนภายนอกเข้าไปได้ในเวลาต่อมาไม่นาน

และเปลี่ยนชื่อการเลือกช่วงคาบเวลาในอาณาจักรจาก Version เป็น Episode แทน


Golden Age : ยุคทองแห่งอาณาจักรRO


หลังจากที่อาณาจักร RO ได้เปิดให้บุคคลภายนอกให้เข้าไปในอาณาจักร ก็ได้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมายมหาศาล จนกลายเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่งและรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก

และได้เปลี่ยนชื่อช่วงคาบเวลาแห่งยุคสมัยจากในยุคนั้น อาณาจักร RO ได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่ง MMO ที่รุ่งเรื่องที่สุด

ยุคนี้ เป็นยุคที่อาณาจักรRO ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และรุ่งเรื่องจนถึงขีด

ยุคนี้มีการพัฒนาและการถือกำเนิดของสิ่งต่างๆขึ้นอย่างมาย
ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงสัตว์ การปรุงยา การสร้างอาวุธ การค้าขาย ตลอดจนถึงการ ต่อสู้ประลอง และส่งครามย่อยชิ่งความเป็นหนึ่งระหว่างสมาพันธ์

จนกะทั่ง ความเจริญเข้าถึงจุดอิ่มตัว และเข้าสู่ยุคถัดมา แต่กระนั้น อาณาจักร RO ก็ยังคงครองตำแหน่งอาณาจักรแห่งความรุ่งเรื่องอันดับหนึ่ง

Age of Renaissance : เรเนอซ็อง ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ


เมื่ออาณาจักรRO เข้าสู่การอิ่มตัวแห่งความรุ่งเรื่อง แต่ก็ยังคงพัฒนาการไปอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ชาว RO จึงเริ่มตื่นตัวต่อการการพัฒนาด้านเทคโนโลยีน้อยลง และหันมาสนใจด้านศิลปวิทยาการมากยิ่งขึ้น

ยุคนี้ จึงเป็นยุคแห่งการกำเนิด ของเทคนิค และวิธีการเล่น ในรูปแบบต่างๆ อย่างแพร่หลายมากขึ้น จนเกิดเป็นสายการเล่นแปลกขึ้นมากมาย และการถือกำเนิดของสายอาชีพใหม่

นอกจากนี้ ยุคนี้ ยังเป็นยุคแห่งวรรณกรรม

มีงานด้วยวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงถือกำเนิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น 'หนทางสู่เทพ' วรรณกรรมของสุดยอดวีรบุรุษRO "มนัส กัดเคลือบพิษ" และ งานเขียนชื่อดังของค่าย Pramool Publishing อย่าง 'มอเตอร์ใหม่' 'ฮอลแพะ' และ 'Defend เป็น %'

แต่ว่า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการนี้ เป็นยุคที่อยู่คาบระหว่างยุคทอง และยุคมึด ทำให้ช่วงเวลาบางช่วง ถูกคาบแห่งยุคสมัยซ้อนทับ จึงทำให้ยุคนี้ เป็นยุคที่มีช่วงเวลาไม่นานมากนัก โดยเฉพาะ ช่วงกลางไปถึงช่วงท้าย จะเริ่มถูกยุคมึดซ้อนทับ

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ควรที่จะมีช่วงเวลาที่ยาวนานมากกว่านี้มากนัก เพียงแต่กว่า การถือกำเนิดของ อารยธรรม Ro-bot ทำให้อาณาจักรRO เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคมึด จนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการต้องสิ้นสุดไปก่อนเวลาอันควร

Dark Age : ยุคมึดแห่งอาณาจักรRO


ยุคมึด เป็นยุคที่อาณาจักร RO เริ่มก้าวเข้าสู่ความเสื่อมสลายด้านอารยธรรม และก้าวไปสู่การสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งยุคมึดเอง ก็แบ่งช่วงเวลาออกเป็น ช่วงเวลาย่อยๆได้ ดังนี้ คือ

Dark Age ช่วงต้น : การสิ้นสุดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ การถือกำเนิดของอารยธรรม Ro-bot


ในช่วงนี้ เป็นช่วงคาบระหว่างยุคมึด และยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการได้ก้าวเข้ามถึงจุดสิ้นชุดในช่วงเวลานี้

ช่วงเวลานี้ ถูกเรียกอีกอย่าง ว่า Phantom Dark Age (ยุคมึดซ่อนเร้น)

ลัทธิ AI ได้ถือกำเนิดขึ้น และคิดที่จะใช้ เทคโนโลยี bot ที่ค้นภพ เข้ามาใช้งานแทนมนุษย์

ซึ่งลิทธิ AI เอง ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับ และทางผู้ปกครองอาณาจักรเองก็ถือว่า ลัทธิ AI เป็นพวกนอกรีด และมีการลงโทษพวกนอกรีดอย่างหนัก และเด็ดขาด

แต่กระนั่น ลัทธิ AI ก็ไม่อาจถูกกำจัดให้หมดไปอย่างเด็ดขาดได้ เพราะเนื่องด้วยความสะดวกสบายของเทคโนโลยี bot ทำให้มีคนเข้าร่วมแพร่หลายมากขึ้น และเหล่าสาวกได้รวมตัวกัน และจนก่อตั้งเป็นสมาพันธ์ขนาดใหญ่
ที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น จนทางด้านผู้ปกครองอาณาจักรไม่อาจทำอะไรเด็ดได้ เพราะอาจเกิดความวุ่นวายและการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายขึ้นได้

จนในที่สุด ความเชื่อของลัทธิ AI ก็ได้หลอมรวมและการเป็น อารยธรรม Ro-bot ขึ้นมา

เมื่อ Ro-bot เริ่มขยายตัว ผู้คนเริ่มละทิ้งศิลปวิทยาการ และ หันมาพัฒนาเทคโนโลยี bot และสิ้นสุดยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการไปในที่สุด

Dark Age ช่วงกลาง : ความรุ่งเรื่องของอารยธรรม Ro-bot การถือกำเนิดของ Ro ฉากหลัง


อารยธรรม Ro-bot เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักร Ro

ทางผู้ปกครองเอง แม้จะพยายามตอบโต้ด้วยการ ลงโทษขั้นเด็ดขาด เท่าที่จะทำได้ เพราะประชากรธรรมดาทั่วไป เริ่มได้รับความเดือดร้อนการการเบียดเบียนของเหล่า Ro-bot จึงมีการร้องเรียนเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

แต่ด้วยความที่ ประชาการ Ro-bot ได้เพิ่มจำนวน จนไม่อาจควบคุมได้ เนื่องด้วย ผู้ที่เข้าร่วมกับลัทธิ จะถูกเปลี่ยนให้เป็น Ro-bot และสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ เมื่อมีคนทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อแสวงหา Ro-bot มากขึ้น จำนวน Ro-bot ย่อมเพิ่มตามไปด้วย

ทางผู้ปกครอง ได้หารือถึงวิธีการแก้ไขจนในที่สุดก็ได้ วิธีการขั้นเด็ดขาด นั่นคือ การพบกันแค่ครึ่งทาง

Ro-bot เอง ก็เสียส่วยอากรให้ทางอาณาจักร เช่นเดียวกับประชากรทั่วไป และด้วยการที่มี Ro-bot เป็นจำนวนมาก หากจะจัดการให้หมด ย่อมทำให้สูยเสียรายได้จำนวนมหาศาลเป็นแน่ ดังนั้น Ro-bot จึงถูกยอมรับให้คงอยู่อย่างไม่เป็นทางการ และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อไม่ให้ประชากรธรรมดา ไม่พอใจ จึงยังคงมีการลงโทษ Ro-bot อยู่บ้าง เพื่อให้ดูเหมือนว่า ไม่ได้นิ่งดูดาย คนทั่วไปเรียกมาตรการน้ว่า "แบนบอทให้พองาม"

เมื่อหนทางสะดวกขึ้น อารยธรรม Ro-bot จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประชากรราวๆครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด

ความรุ่งเรืองของ อารยธรรม Ro-bot ทำให้ประชากรที่เป็นมนุษย์ธรรมดาส่วนหนึ่ง เริ่มตะหนักถึงวิกฤต ที่จะเกิดตามมาในอานาคตกันใกล้นี้ โดยเฉพาะเหล่าผู้ศัธราที่เชื่อใน "คำพยากร" ของ เมพพยากร

คำทำนายที่กล่าวถึง Ranarok (วันสิ้นโลก) ที่จะมาถึง

พวกเราเชื่อว่า ในไม่ช้า อาณาจักร RO จะต้องถึงจุดล่มสลาย พวกเขาจึงได้ สร้างโลกใหม่ขึ้นมา โดยจำลองรูปแบบขึ้นมาจากโลกของ อาณาจักร RO เพื่อที่ยามที่ RO ถึงคราวล่มสลาย พวกเขาก็ยังคงมีที่ให้คงอยู่ได้ โลกที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เป็นเสมือนกับโลกคู่ขนานของอาณาจักร RO พวกเขาเรียกโลกคู่ขนานนี้ว่า RO ฉากหลัง และได้อพยพผู้คนหลบหนีมายัง RO ฉากหลังที่สร้างขึ้น

และเมื่อ อาณาจักร RO ถึงคราวล่มสลายลง RO ฉากหลังเอง ก็ยังคงอยู่ และ เพิ่มจำนวนเป็นอย่างมาก แม้ว่า จะมี บางโลก ที่ยังคงถูกอารยธรรม Ro-bot ตามมาครอบงำ ก็ตามที

Dark Age ช่วงท้าย : End of Civilization จุดสิ้นสุดของอารยธรรม


ในที่สุด อารยธรรม Ro-bot ก็ได้แพร่หลาย จนมากกว่าจำนวนของมนุษย์ธรรมดา และมนุษย์บางส่วนก็ได้เริ่มอพยพลี้ภัยไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะเป็น RO ฉากหลัง , อาณาจักรโดตะ ที่รุ่งเรืองขึ้นขึ้นมาแทน หรือไม่ก็อาณาจักรที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมากมาย

ผู้คนที่หลงเหลืออยู่ พยายามใช้ชีวิต ท่ามกลาง Ro-bot และคาดหวังว่า สักวันมนุษย์จะกลับมารุ่งเรื่องอีกครั้งหนึ่ง

มนุษย์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ Ro-bot อย่างราบคาบ พ่ายแพ้ในศึกที่ไม่อาจทำได้แม้แต่จะจับอาวุธขึ้นสู้ เพราะแพ้เพราะจิตใจมนุษย์ด้วยกันเองที่ถูกครอบงำและสูญสิ้นจิตใจไปโดย Ro-bot

อายารยธรรมของมนุษย์แทบจะล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อผู้คนทอดทิ้งจากอาณาจักรRO ไป เหลือไว้เพียง Ro-bot ที่สามารถครอบครองอาณาจักรได้อย่างเบ็ดเสร็จ และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรไปแล้ว

หากไม่มี Ro-bot อาณาจักร RO ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้อีกต่อไป

เพราะอารยธรรมของมนุษย์ล่มสลายไปแล้ว สำหรับมนุษย์แล้ว อาณาจักร RO จึงเพียงอาณาจักรที่ล่มสลาย และเหลือเพียงตำนานอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดเท่านั้น

แม้ว่ามนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในZion จะหวังว่า สักวัน พวกเขาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หากแต่ว่า ด้วยพลังอันน้อยนิดของเขานั้น หาก Ro-bot ทะลงเข้าถึงใจกลางได้เมื่อไหร่ วันที่อารยธรรมมนุษย์ จะสูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิงก็คงมาถึง

อาณาจักรในตำนาน อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด

จบเห่...

------------------------

2008/Jun/05

-------------------------------------------
#2 : สิ้นร่มไม้ใหญ่
-------------------------------------------

ลอร์ด ยูเธอร์ ริเอลเรีย ผู้เป็นทั้งพ่อและอาจารย์ของแอนไทรเดีย ได้มาพักอยู่นครเนอาโทรเปียแห่งนี้ได้อาทิตย์กว่าแล้ว เนื่องจากฟาร่าห์ เห็นว่า เนอาโทรเปีย มีหมอฝีมือดีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการดีกว่า ที่จะให้ลอร์ด ยูเธอร์ พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เพราะตัวเธอเองก็มีงานที่จะต้องทำอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน

แอนไทรเดีย ยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่แทบทุกวัน เธอหวังว่าหากได้ช่วยดูแล จะทำให้อาการดีขึ้นโดยเร็วกว่านี้

"เธอพักอยู่ในหอพักในโรงเรียนไม่ใช่หรือ แอนนี่ กลับดึกแบบนี้บ่อยๆ ทางโรงเรียนจะต่อว่าเอาได้นะ"
ฟาร่าห์ บอกกับแอนไทรเดีย เพราะหลังเลิกเรียน เธอมาคอยช่วยดูแลลอร์ดยูเธอร์จนค่ำมึด จนฟาร่าห์อดที่จะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอไม่ได้

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูแจ้งกับทางหอพักไว้แล้ว แล้วตอนกลับหนูก็นั่งรถม้าไปจนถึงหน้าโรงเรียนเลย เพราะงั้นปลอดภัยหายห่วงค่ะ"
แอนไทรเดียอธิบาย
"หนูอยากมาดูแลมาสเตอร์จนกว่า จนหายดี ค่ะ"

"เฮ้อ ไม่ต้องจริงจัง ขนาดนั้นก็ได้ ยังไงที่นี่ ก็มีหมอช่วยดูแลอยู่แล้วนะ"
ฟาร่าห์พูดอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเธอเห็นว่า ยังไงซะ แอนไทรเดีย ก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
"พวกเรา ยังอยู่ที่นี่อีกนาน เจ้าจะมาเยี่ยม อีกเมื่อไหร่ก็ได้นี่นา"

"เอ่อ.. ถ้ามาสเตอร์ หายดีแล้ว พวกท่านจะเดินทางกันเมื่อไหร่คะ"
แอนไทรเดีย อยากให้ลอร์ด ยูเธอร์ อาการดีขึ้นโดยเร็ว แต่เธอเอง ก็กลัวว่า เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะออกเดินทางกันไปอีก

ลอร์ด ยูเธอร์ เป็นนักเวทย์ผู้รักการผจญภัย เขาเดินทางไปทั่วแผ่นดิน เขาจึงไม่ค่อยที่จะพำนักอยู่ที่ไหนนานมากนัก แอนไทรเดียกับฟาร่าห์ จึงได้ร่วมเดินทางไปด้วยอยู่เสมอ ในฐานะผู้ติดตาม จนกระทั่ง พวกเราเห็นว่า ควรให้แอนไทรเดีย ได้เรียนรู้จากห้องเรียนบ้าง จึงส่งเธอมาเรียนยังวันเดอร์ฟอร์ด

"จะว่าไป มัวแต่วุ่นนั่นวุ่นนี่ จนลืมบอกเจ้าไปเลยนี่นะ"
ฟาร่าห์หันมาบอก
"เราจะปักหลักกันอยู่ที่นี่เลย เพราะข้าจะได้ใบรับรองอาจารย์เวทย์มนต์แล้ว"

"ใบรับรอง.. ใบรับรองอาจารย์เวทย์มนต์งั้นเหรอคะ ในที่สุดก็สำเร็จแล้วสินะคะ"
แอนไทรเดียดีใจหน้าบาน เมื่อได้ยินข่าวดีจากฟาร่าห์ เธอรีบเข้าไปจับมือแสดงความยินดี

"แต่ก็ยังรอทางสมาคมทำเรื่องให้อยู่นะ ไม่รู้ว่าจะเสร็จ พวกเจ้าหน้าที่ของสมาคม ทำอะไรชักช้าอยู่เสมอหน่ะแหละ"
ฟาร่าห์ พร่ำบ่น ทั้งๆที่สีหน้าเธอกำลังแสดงถึงความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
"ไม่รู้ว่าที่ขอให้ได้สอนที่วันเดอร์ฟอร์ด จะได้รับอนุมัติรึเปล่า"

"อย่างคุณฟาร่าห์ ต้องทำได้อยู่แล้วค่ะ"

ตั้งแต่จำความได้ แอนไทรเดีย ก็มี ลอร์ด ยูเธอร์ ริเอลเรีย กับ ฟาราห์ มาร์เซอรี คอยเลี้ยงดู เธอจึงให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมาก ทั้งสองคนเอง ก็รักและเอ็นดูแอนไทรเดียมาก ไม่มีจะมีเรื่องอะไร พวกเขาจะคอย ช่วยเหลือ ช่วยให้คำปรึกษาอยู่เสมอ

'ไม่ว่าจะมีเรื่องกังวลใจอะไร ก็คอยช่วยอยู่เสมอ'
แอนไทรเดีย จึงตัดสินใจ ที่จะเล่าให้ฟาร่าห์ฟัง

"เอ่อ.. คุณฟาร่าห์คะ"
แอนไทรเดียเอ่ยขึ้นถาม
"คุณฟาร่าห์ พอจะรู้เรื่อง 'ฝันบอกเหตุ' บ้างรึเปล่าคะ "

"ฝันบอกเหตุ?"
ฟาร่าห์ถามย้ำความแน่ใจ ก่อนนิ่งครุ่นคิด
"เห็นว่า เป็นศาสตร์การทำนายอนาคตจากความฝัน ของพวกนักพยากรณ์นี่นะ"
"เจ้าหน่ะ ฝัน.."
ฟาร่าห์ หยุดคำพูดไว้ เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้
"แอนนี่ นี่เจ้าฝันอะไร ที่คิดว่าจะเป็นลางบอกเหตุ อย่างงั้นรึ"

"อ่า.. เอ่อ.. ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ"
แอนไทรเดียเริ่มลังเล
"เพียงแต่ หนูคิดว่า มันแปลกๆ"

"แปลก? แปลกยังไงกัน"
ฟาร่าห์เริ่มแสดงอาการร้อนรน
"เจ้าฝันเห็นอะไรกัน แอนนี่"

"เอ่อ.. ก็แค่ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหน่ะค่ะ"
"ผู้หญิง? ผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงกัน"
ฟาร่าห์ซักไซ้หาคำตอบ ราวกับว่ากำลังสอบสวนแอนไทรเดียอยู่ แอนไทรเดียรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติแล้วฟาราห์จะเป็นคนใจเย็นกว่านี้
"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูเห็นเพียงลางว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น แล้วก็.."
"แล้วก็?"
"ความคุ้นเคยค่ะ ความรู้สึกว่าคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกราวกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน แต่นึกยังไงก็ไม่ออกว่าเป็นใคร"

ฟาร่าห์ยืนนิ่ง สีหน้าตกตะลึง ราวกลับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

"แล้วเธอก็พูดบอกกับหนูด้วย"
แอนไทรเดีย เล่าต่อด้วยสีหน้าสับสน
"เธอบอกว่า 'เธอคือตัวหนู' "
"ถ้านี่เป็น ฝันบอกเหตุ มันหมายความว่ายังไงกัน"

ฟาร่าห์นิ่งพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจพูกออกมาก
"ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นฝันบอกเหตุ อย่างที่เจ้ากังวลก็ได้ เอาไว้ยังไง เดี๋ยวข้าจะลองถามมาสเตอร์ กับพวกนักพยากรณ์ให้ก้อแล้วกัน"
ฟาร่าห์รีบตัดบท
"จะว่าไป นี่ก็จะดึกแล้วนะ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผู้ดูแล จะต่อว่าเอาได้"

"อะ.. ค่ะ"
แอนไทรเดียตอบรับและหันไปดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนเพดาน ที่บอกให้รู้ตัวว่าเลยเวลามามากแล้ว
"ถ้างั้น หนูขอตัวก่อนนะคะ คุณฟาร่าห์ ขอบคุณมากเลยค่ะ"

"บ๊ายบาย รักษาตัวด้วยหล่ะ"
ฟาร่าห์ โบกมือให้ แอนไทรเดียที่กำลังวิ่งออกจาก เพื่อไปขึ้นขึ้นม้าที่อีกมุมด้านหนึ่งของถนน ด้วยสายตาที่เป็นห่วง เป็นกังวล เป็นอย่างมาก

"มาสเตอร์ สิ่งที่ท่านกังวล คงไม่อาจหลบเลี่ยงได้แล้วหล่ะเจ้าค่ะ .."

..............................

"ท่านลอร์ด อาการดีขึ้นบ้างหรือยังหล่ะ"
เจฟเอ่ยถามแอนไทรเดีย ขณะกำลังเก็บหนังสือหลังเลิกเรียน ซึ่งเย็นนี้ เธอก็คงต้องไปเยี่ยมลอร์ด ยูเธอร์ อีกเหมือนทุกวันที่ผ่านมา

"อาการไม่ค่อยดีขึ้นเลย"
แอนไทรเดียส่ายหน้า
"หลายวันนี้ ท่านได้แต่นอนอยู่กับเตียงตลอดเลย"

"ไม่เป็นไรหรอก ให้ท่านได้พัก เดี๋ยวท่านก็อาการดีขึ้นเองแหละ อย่ากังวลไปเลย"
เจฟลูบหัวแอนไทรเดียเบาๆ ให้คล้ายกังวล
"อื้อ ขอบใจนะ"
แอนไทรเดีย ยิ้มตอบรับ

"ต้องไปแล้วหล่ะ ไปก่อนนะ"
เธอโบกมือลา แล้วรีบวิ่งออกไป

แอนไทรเดียวิ่งมาขึ้นรถม้าบริเวณหน้าโรงเรียน เพื่อนั่งเข้าไปยังชานเมืองอีกด้านหนึ่งของเนอาโทรเปีย  รถม้าวิ่งลัดเลาะไปตามท้องถนนภายในมหานครแห่งเวทย์แห่งนี้ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจะมาถึงยังจุดปลายทาง

เธอก้าวลงจากรถม้า ก่อนจะเดินเข้าไปยังบ้านพักรับรองของสมาคมเวทย์ สถานที่ซึ่งทางสมาคมเวทย์จัดไว้เพื่อรับรองแขกระดับสูงที่เดินทางมาเยือน ตั้งอยู่ริมชายทะเลและหุบเขา ซึ่งตอนนี้ ลอร์ด ยูเธอร์ จอมเวทย์อาวุโสผู้สร้างตำนานไปทั่วแผ่นดิน กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่นี่

เมื่อเปิดประตรูห้องพักเข้าใจ แอนไทรเดีย ก็ต้องแปลกใจ เมื่อได้เห็นผู้เฒ่าหลายคน อยู่ในห้อง เธอจำได้ว่าพวกเขาคือ ผู้อาวุโสของสมาคมนักเวทย์ ซึ่งเธอก็พอเดาได้ว่า พวกเขาคงมาเยี่ยมอาการป่วยของ ลอร์ด ยูเธอร์

"ขอโทษนะจ๊ะ ตอนนี้ท่านผู้เฒ่ากำลังมาเยี่ยมมาสเตอร์หน่ะ เราไปรอข้างนอกเถอะ"
ฟาร่าห์ รับเดินเข้ามาหาแอนไทรเดีย เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนเหล่าผู้เฒ่า
"ค่ะ"
แอนไทรเดีย ตอบรับ และหันไปคำนับทำความเคารพเหล่าผู้เฒ่า และลอร์ด ยูเธอร์ ซึ่งนอนอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินออกจากห้อง พร้อมกับฟาราห์

ลอร์ด ยูเธอร์ ยิ้มให้ และมองแอนไทรเดีย ก่อนที่เธอจะออกจากห้องไป อย่างอาวรณ์

"นึกไม่ถึงเลยนะคะ ว่าท่านผู้เฒ่าทั้งหก จะมาเยี่ยมมาสเตอร์ด้วยตนเอง"
"อื้อ ก็ว่างั้นแหละ มากันโดยไม่บอกกล่าว จนยุ่งไปหมดแล้วเนี่ย"
ฟาร่าห์บ่นอุบ แล้วหันมาถามแอนไทรเดีย เพราะเรื่องอยากให้ช่วย
"แอนนี่ ช่วยอะไรสักหน่อยได้ไหม"
"ได้สิคะ มีอะไรเหรอ"
"ช่วยไปยืมหนังสือพวกนี้จากหอสมุดให้ทีสิ"
เธอหยิบกระดานยื่นให้กับแอนไทรเดีย
"ข้าต้องใช้คืนนี้ซะด้วยสิ เพราะตาแก่พวกนี้โผล่มา ข้าเลยไม่มีเวลาไปยืมเลย แย่จริงเชียว"

แอนไทรเดีย รับกระดาษมาดู ในนั้นเขียนรายชื่อหนังสือจำนวนห้าเล่มเอาไว้
"ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปยืมมาให้"
เธอตอบรับ

"ช่วยทีละกันนะ แอนนี่ อ้อ รีบๆไปหน่อยละกัน เดี๋ยวหอสมุดจะปิดไปซะก่อน"
"ค่ะ"
แอนไทรเดียรีบวิ่งออกไป

ฟาร่าห์มองแอนไทรเดียที่วิ่งออกไป ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
"ขอโทษนะ แอนนี่"

แอนไทรเดีย รีบไปยังหอสมุดเพื่อยืมหนังสือ ให้กับฟาร่าห์ โดยไม่รู้สึกสงสัยในสิ่งที่ผิดไปจากปกติ

ในเมื่อ บุคคลระดับผู้เฒ่าแห่งสมาคมเวทย์มาเองแบบนั้น แม้ว่าจะเป็นเพียงการมาเยี่ยมเยือนอาการป่วยของมิตรสหาย ก็ควรที่จะมีคนเฝ้าประตูทางเข้าไว้ เพื่อไม่ให้มีคนนอกเข้าไปรบกวน พนักงานต้อนรับเอง ก็ไม่ได้บอกกล่าวอะไรถึงเรื่องแขกที่มาเยี่ยม ราวกับว่า จงใจปล่อยให้เธอได้เข้าไปในห้อง

ใช่แล้ว เธอได้เข้าไปในห้อง เพราะลอร์ด ยูเธอร์ ต้องการได้เห็นหน้าเธออีกสักครั้ง

ฟาร่าห์กลับเข้าไปในห้อง เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า แอนไทรเดียได้ออกไปแล้ว พวกเราเหล่านี้ ไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมอาการป่วยของลอร์ด ยูเธอร์ โดนตรง พวกเขามาเพราะคำเชิญของลอร์ด ยูเธอร์

จอมเวทย์ชรา ผู้ซึ่งป่วยหนักจนไม่อาจลุกจากเตียงได้ เขาเดินทางไปทั่วแผ่นดินและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆมามากมาย เขาจึงรู้ดีว่า ตนเองเหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิดเท่านั้น

เขาเรียกเพื่อนสนิทที่เคยผจญภัยมาด้วยกันเมื่อสมัยวัยหนุ่ม มาเพื่อสั่งเสียเรื่องต่างๆที่ยังค้างคาอยู่ เรื่องที่สร้างความกังวลใจให้เขามาตลอด และที่สำคัญเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากให้แอนไทรเดียได้รับรู้

กว่าที่แอนไทรเดียจะไปถึงหอสมุด และหาหนังสือที่ต้องการเจอ แล้วกลับมา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง นี่จึงเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อให้เธอไม่ได้อยู่ร่วมรับรู้

พวกเขานั่งล้อมเตียงผู้ป่วย แต่ละคนหน้าตาเคร่งเครียด  ก่อนที่ ลอร์ด ยูเธอร์จะเริ่มเอ่ยปากพูด

"ข้ารู้ดี ข้ามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนแรง จากริมฝีปากที่แห้งผาก
"ข้าขอพูดตรงเลยก็แล้วกัน"
"ฝากดูแล แอนไทรเดียด้วย"
เขาพูดอย่างเป็นกังวล

ทุกคนพยักหน้าตอบรับ เพราะรู้ดีว่านี่คือเรื่องที่น่ากังวลใจที่สุด ทุกคนนิ่งเงียบ ก่อนที่ผู้เฒ่าคนหนึ่ง จะเอ่ยพูดขึ้น
"แฟรี่ ดรีม เริ่มเสื่อมแล้วสินะ"

เป็นการพูดเปิดประเดนที่ตรงไปตรงมา และทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ฟาร่าห์หันหน้ามองลอร์ด ยูเธอร์ ก่อนจะหันมาพูดบอกกับคนอื่นๆ
"เจ้าค่ะ แอนไทรเดียเริ่มฝันมาพักใหญ่แล้ว คงเป็นผลมาจาก แฟรี่ ดรีม เจ้าค่ะ"

"ในที่สุด วันนั้น ก็จะต้องมาถึงจริงๆงั้นรึ"
ผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเท่า
"ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้จริงๆสินะ คำนายไม่มีทางผิดพลาดจริงๆด้วยสินะ"

"ยังไง ซะเราก็ต้องสู้เท่านั้น คราวนี้จะต้องจัดการมันให้ได้"
ผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน ราวกับว่ามีความคับแค้นแน่นอยู่ในอก
"คราวนี้ต้องไม่พลาด ต้องไม่ให้มันหนีไปได้เหมือนเมื่อสามปีก่อนเด็ดขาด"
เขาเอามือกุมตาขวาที่บอดสนิท มีแผลเป็นพาดยาวมาถึงแก้มไว้แน่น

"ใช่ คราวนี้ต้องจัดการให้ได้"
คนอื่นตอบรับ
"ยังไงซะ มันก็ต้องกลับมาแน่ นังเด็กปีศาจนั่น"

"แอนไทรเดีย คือความหวังของเรา"
ลอร์ด ยูเธอร์ พูดแทรกขึ้น
"เราต้องปกป้องเธอ มีเพียงเธอที่จะหยุดยั้งความล่มสลายเอาไว้ได้"

"ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะนะเจ้าคะ แต่ถ้า แฟรี่ ดรีม สลายไปเมื่อไหร่ ข้าเกรงว่า แอนนี่ อาจจะกลับไปเป็นเหมือนตอนนั้น "
ฟาร่าห์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นครือ
"ถ้าหากข้าใช้แฟรี่ ดรีมได้ หล่ะก็ ทุกอย่างก็คงจะดีกว่านี้ แต่ข้าก็ทำไม่ได้ ข้า.. ข้าขอโทษค่ะ.. มาสเตอร์"

"ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกฟาร่าห์"
ลอร์ด ยูเธอร์ปลอบประโลมลูกศิษย์ของตน
"แฟรี่ ดรีม เป็นเวทย์ที่ซับซ้อนอย่างมาก ใช่ว่าจะใช้กันได้ง่ายๆ น้อยคนนักจะฝึกได้สำเร็จ "

"เราคงต้องทำใจรับรับเถอะ ยังไงซะ แฟรี่ ดรีม ก็ต้องสลายไปในที่สุด อย่างน้อย ก็หวังให้ เด็กคนนั้น ทำใจยอมรับความจริงให้ได้เท่านั้น"
หนึ่งในหกผู้เฒ่ากล่าวขึ้น

"ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริงๆ ที่ต้องทิ้งภาระไว้ให้กับพวกท่าน หากข้าอยู่ได้นานกว่านี้สักนิด ก็คงไม่เป็นแบบนี้"

"ไม่เป็นไร ยูเธอร์ วางใจเถอะ ความหวังของเจ้า พวกเราจะสืบต่อให้เอง"

"ขอบคุณ พวกท่านมาก.."
ลอร์ด ยูเธอร์กล่าวขอบคุณ ก่อนจะหันไปเรียกหาฟาร่าห์
"ฟาร่าห์ เข้ามาใกล้ๆซิ.."

"ต่อไป พวกเจ้าต้องดูแลกันให้ดีนะ จงรักกันไว้.."
"จะ..เจ้าค่ะ"
ฟาร่าห์ตอบรับน้ำตานองหน้า กุมมือผู้เป็นอาจารย์ไว้แน่น
"แอนนี่ ก็เหมือนเป็นน้องสาวข้า ข้า.. ข้าจะปกป้องเธอเองเจ้าค่ะ มาสเตอร์ไม่ต้องเป็นห่วง.. อึก.."
"ฟาราห์ ข้ารักพวกเจ้า ..พวกเจ้าก็เพื่อนลูกสาวของข้า.."
"ข้า.. ข้าก็รักท่านเหมือนพ่อเหมือนกันค่ะ มาสเตอร์.."
"ฝากบอกแอนไทรเดียด้วย ว่าข้ารักเจ้ามาก ฝากบอกด้วย.."
"ว่า.. ข้า.. ขอโทษ.."

สิ้นคำพูดสุดท้าย ลอร์ด ยูเธอร์ ริเอลเรีย จากไปอย่างสงบ

ทิ้งไว้เพียงความหวังที่ทุกคนต้องสืบต่อ และความโศกเศร้า ของผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง..

..........................

แอนไทรเดีย หยิบหนังสือทั้งห้าเล่ม ใส่เข้าไปในกระเป๋าผ้าที่เตรียมมาด้วย ก่อนจะเดินออกมาจากหอสมุด

ทันใดนั้น ปวดจี๊ดบริเวณหัว ราวกับมีแรงดันมหาศาลกดเอาไว้ มันทำให้เธอรู้สึก ราวกับว่า มีเรื่องสำคัญที่เธอได้ลืมไป โผล่เข้ามาในสมอง แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่า คืออะไร แม้ว่าจะพยายามคิดอย่างไรก็ตามที

เธอรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกราวกลับว่า ถ้าไม่รีบกลับไป เธอจะต้องสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป เธอรีบลูกขึ้น วิ่งกลับไปยังบ้านพักรับรอง ที่ซึ่งผู้ที่เป็นทั้งพ่อและอาจารย์ของเธอ พักรักษาตัวอยู่

เธอรีบวิ่งไปอย่างร้อนใจ โดยไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจและไม่รู้สึกถึงดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมองเธอ

บนยอดรอนาฬิกาที่ตั้งเด่นอยู่กลางเมือง เจ้าของสายตาคู่นั่น จ้องมองแอนไทรเดียที่กำลังวิ่งลัดเลาะผู้คนในถนนอย่างไม่คลาดสายตา แสงสลัวในยามราตรี ช่วยบดบังไม่ให้รู้ว่าผู้ที่อยู่บนหอเป็นใคร แต่สายลมที่พัดแรงในยามราตรี พัดให้ผมที่ยาวสรวยกับชายกระโปรงพริ้วไปมา ก็ช่วยให้รู้ว่า เธอเป็น เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอจ้องมองราวกับ ล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ

"ลอร์ด ยูเธอร์ ริเอลเรีย ...สิ้นแล้ว..."

2008/Jun/04

-------------------------------------------
#1: Antriidia
-------------------------------------------

"ที่นี่.. ที่ไหนกัน"
แอนไทรเดีย หันมองรอบบริเวณที่ตนเองยืนอยู่ ซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสีขาวโพลน แสงสว่างสีขาวสาดส่องทั่วอาณาบริเวณ

ด้วยความสับสน เธอจึงสะดุดขาตนเองล้มลง

"ไม่เป็นไร ใช่ไหม"
เจ้าของเสียงอ่อนโยน เอ่อถามก่อนจะดึงเธอให้ลุกนั่ง

"เธอ.. เธอเป็นใคร"
แอนไทรเดียจ้องมอง ผู้ที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งเห็นเพียงเป็นเงาลางๆเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะมองออกว่า เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

"ฉันเหรอ.."
สาวน้อยปริศนา กล่าวแล้วหยุดนิ่ง ก่อนที่จะกล่าวต่อ
"ฉันคือเธอไงหล่ะ"

"ฉัน?"
แอนไทรเดีย รู้สึกสับสน

สาวน้อยปริศนาว่ายมือมาปาดแก้มแอนไทรเดีย
'ความรู้สึกนี้ มันอะไรกัน รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก'

"ถึงเธอจะลืมฉัน แต่ฉันก็ไม่เคยลืมเธอ"
เสียงกล่าวด้วยสำเนียงอันคุ้นหู ทำให้แอนไทรเดียได้แต่นั่งเงียบ

ขณะเดียวกัน ภายใต้ความคุ้นเคยนั้น กลับทำให้เธอรู้สึกถึงความรู้สึกกลัว

'ความกลัว'

ความกลัวที่เย็นยะเยือกไปถึกกระดูก ความกลัวที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้เธอจะพยายามนึกว่าเพราะอะไร แต่ก็ไม่อาจนึกออกได้

ทันใดนั้นแสงสว่างก็เลือนหายไป ความมึดเข้าปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ สาวน้อยปริศานาถูกความมึดปดบังให้เห็นเพียงเงาจางๆสีดำ และค่อยๆสลายตัวทีละนิด

"ดะ.. เดี๋ยวก่อน"

แต่ไม่ทันการ เงาดำสลายไปจนหมดสิ้น

...

แอนไทรเดีย สะดุ้งดื่นขึ้นกลางดึก ตัวสั่น เหงื่อท่วมตัว

เธอเหลือบมองผ่านผ้าม่านหน้าต่างออกไปยังหอคอยนาฬิกา ที่บอกเวลาว่าอยู่ในช่วงเวลาตีสอง

เธอหันไปมอง เอลิซ่า ที่หลับสนิทอยู่บนเตียงอีกตัวนึง

"ความฝัน.."

ใช่แล้ว มันเป็นเพียงแค่ความฝัน

แม้ว่า เธอจะฝันแบบนี้ติดต่อกันมาหลายวันแล้วก็ตามที..

.......................

"เป็นอะไรหน่ะ แอนไทรเดีย ไม่สบายเหรอ"
เจฟเอ่ยถาม เมื่อเห็นแอนไทรเดียท่าทางไม่ค่อยสบาย

"ไม่เป็นไรจ่ะ เมื่อคืนแค่นอนไม่หลับหน่ะ"
แอนไทรเดียกล่าวตอบ เพราะความฝันเมื่อคืนทำให้เธอนอนไม่หลับ จนมีท่าทางอ่อนเพลียในห้องเรียน

"อะไรกัน นอนไม่หลับอีกแล้วเหรอ มีเรื่องกลุ้มใจอะไรรึเปล่า มีอะไรก็ปรึกษากันได้นะ"
"ไม่มีอะไรจริงๆจ่ะ แค่ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับเท่านั้นเอง ไม่ต้องห่วงหรอก"
"งั้นเหรอ ไม่เป็นไรแน่นา เธอสองคนคงไม่ได้ทำอะไรกันจนหมดแรงทุกคนหรอกนะ"
เจฟพูด พลางชีมือไปหาเอลิซ่า ที่หลับสนิทอยู่กับโต๊ะเรียน
"บะ.."
"ว้าย"
"เหวอ"
"หวา~"
เสียงทั้งสามคนร้องขึ้นพร้อมกัน เมื่อโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆซ๊อตให้รู้สึกตัว

"เธอสามคนนี่กล้ามากนะ ที่คุยกันไม่สนใจที่ข้าสอน โดนให้รู้สึกตัวอีกสักทีดีไหม ฮึ"
อาจารย์ประจำวิชา ผู้ที่ใช้เวทย์สายฟ้าช่วยให้รู้สึกตัว ตีหน้ายักษ์ มองมายังทั้งสามคน

"ขอโทษครับ/ค่ะ"

"แอนไทรเดีย ทั้งๆที่เธอเอง ปกติตั้งใจเรียนแท้ๆ ทำไมช่วงนี้ ถึงดูเหมือนไม่มีสมาธิเอาซะเลยหล่ะ หือ"
อาจารย์เริ่มกล่าวตำหนิ  แอนไทรเดียเอง แม้จะทำอะไรผิดพลาดหลายอย่าง แต่ก็มีพรสวรรค์ด้านเวทย์มนต์เป็นอย่างมาก สามารถเรียนรู้แล้วใช้เวทย์มนต์ในบทเรียนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเธอไม่มีสมาธิในการเรียน จึงทำให้อาจารย์รู้สึกไม่พอใจ
"ไหน ลองออกมาทดสอบเวทย์บทนี้ ให้ทุกคนดูหน่อย ก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นว่า สอนทฤษฏีไม่เข้าหัว จึงเรียกออกมาปฏิบัติให้หายสะลืมละลือเสียบ้าง

"คะ.. ค่ะ"
แอนไทรเดียรีบลุกจากโต๊ะ โดยไม่ลืมหยิบหนังสือเรียนไปด้วย
"อะ.. เอ่อ.. ชาร์จ สเฟียร์"

เธอรวบรวมพลังเวทย์ สร้างกระแสไฟฟ้า แล้วควบคุมให้ก่อตัวและไหลเวียนจนเป็นทรงกลมขนาดใหญ่พอๆกับลูกบาสเกตบอล
 
ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้ว่าการสร้างคุณสมบัติด้านธาตุ จะมีสอนมาตั้งแต่บทเรียนเวทย์มนต์ในชั้นต้นแล้ว แต่การควบคุมให้ก่อตัวในรูปแบบหรือรูปร่างที่ต้องการนั้น จะมีในบทเรียนชั้นปลายที่นักเรียนในห้องนี้ เพิ่งเรียนกันไปเท่า จึงเท่ากับว่า แอนไทรเดีย สามารถใช้เวทย์ขั้นสูงที่เพิ่งเรียน ได้อย่างไม่ยากเย็น

สำหรับเด็กอายุเพียง 16 ปี แล้ว ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง

เสียงระฆังบอกเวลา ว่าหมดคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้ ดังขึ้น นักเรียนทุกคน ทำหน้าโล่งอก เมื่อผ่านพ้นการเรียนไปได้อีกวัน

"อ้อ แอนไทรเดีย มีแขกมารอพบเธอที่ห้องรับรอง อย่าลืมไปพบ"
"แขก?? มาหาหนูเหรอคะ ใครกัน.."
แอนไทรเดียถาม พลางสลายพลังเวทย์
"เอาเป็นว่าเธอไปพบ ก็จะรู้เองหน่ะแหละ"
อาจารย์ตัดบท แล้วเก็บอุปกรณ์ประกอบการสอน เดินออกจากห้องเรียนไป

"เอ้~ ใครกันน้า มาหาแอนไทรเดียเนี่ย อ๊ะๆ หรือว่าผู้ชาย!!"
เอลิซ่า เริ่มพูดส่งเดช
"จะบ้าเรอะ ก้อแค่คนรู้จักหล่ะมั้ง"
เจฟพยายามปราม
"งั้นพวกเรา ไปดูกันไหม"
"หา??"
"เอ่อ.. คือว่า.."
"สรุปว่าไปกันเลย ป่ะ เดียวคนเขารอนานนะ"

"ให้มันได้งี้สิ"
เจฟถอนหายใจ เพราะรู้ว่ายังไงก็ปราบไม่อยู่แล้ว ส่วนแอนไทรเดียเอง ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งสามคนจึงเดินไปยังห้องรับรองด้วยกัน

..............................

ทั้งสามคน เดินเลาะทางเดินของสมาคมนักเวทย์ที่ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนเพื่อไปยังห้องรับรอง ซึ่งจัดไว้รับรองแขกของสมาคม ซึ่งทำให้ทั้งสามคนพอจะเดาได้ว่า คนที่มารอพบแอนไทรเดียคราวนี้ คงไม่ใช่คนธรรมดา

"ขออนุญาติเจ้าค่ะ"
แอนไทรเดีย กล่าวขออนุญาติ ก่อนเปิดประตูห้องรับรองเข้า ส่วนเจฟ กับ เอลิซ่า รอดูสถานการณ์อยู่ด้านนอก

ภายในห้องรับรอง มีผู้มาเยือนสองคน นั่งรออยู่ คนแรกเป็นชายชราท่าทางทรงภูมิ ไว้หนวดเคราสีขาว แววตาดุดัน อีกคนเป็นหญิงสาวอายุประมาณสี่ยิบต้นๆ หน้าตาคมขำ ไว้ผมทรงหางม้าสีดำยาว ทั้งสองอยู่ในชุดฮูดสีขาว

"มาสเตอร์!! คุณฟาร่าห์!!"
แอนไทรเดีย เรียกชื่อทั้งสองคน แล้วกระโดดกอดชายชราทันที

"คิดถึงจังเลย มาสเตอร์มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ"
"ไม่เอาน่า แอนไทรเดีย เจ้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ ยังไม่เลิกขี้อ้อนอีกรึ"
"เพิ่งมาถึงเมื่อกี้หน่ะแหละ เลยมารอพบเจ้าหน่ะ"

"แล้วอีกอย่าง เจ้าจะปล่อยให้เพื่อนๆเจ้าอยู่ข้างนอกแบบนั้นรึ ทำไมไม่เรียกเข้ามาด้วยกันหล่ะ"
ชายชราผู้ที่แอนไทรเดียเรียกว่ามาสเตอร์ กล่าว
"อะ.. เจ้าค่ะ  เอลิซ่า เจฟ เข้ามาเถอะ นี่มาสเตอร์ฉันเอง"

 เจฟ กับ เอลิซ่า เดินเข้ามาในห้อง และแสดงความเคารพพร้อมกับแนะนำตัว
"เจฟเฟิร์ด ฮาร์ท ขอรับ ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ"
"เอลิซ่า เบทซ์ เจ้าค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ"

"เอาหล่ะ ไม่ต้องมากพิธีการไป พวกเจ้าเป็นเพื่อนของแอนไทรเดียสินะ ขอบใจมาก ที่ช่วยดูแลแอนไทรเดียมาตลอด"

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เรื่องเล็กน้อย แฮะๆ"
เอลิซ่าพูดอย่างอายๆ
"เป็นหน้าที่อยู่แล้วขอรับ"
เจฟ ตอบรับ พร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมองชายชรา

"ท่าน.. ท่านคือ.."
เจฟ ตื่นเต้นเมื่อได้เห็นหน้าของจอมเวทย์ชราชัดๆ
"ลอร์ด ยูเธอร์ ริเอลเรีย!!"

"อ้าว เจฟ รู้จัก มาสเตอร์ ด้วยเหรอ"
แอนไทรเดียถามด้วยความแปลกใจ ในขณะที่เอลิซ่าได้แต่ตีหน้างง

"จะไม่รู้จักได้ไง ท่านคือจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างตำนานไปทั่วทั้งแผ่นดินนี่นา ในหนังสือหลายต่อหลายเล่มต่างก็กล่าวถึ่งท่านไว้กันทั้งนั้น"
เจฟอธิบาย

"ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน ตอนนี้ ข้ามันก็แค่ตาแก่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"
ลอร์ด ยูเธอร์ กล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ
"เดี๋ยวนี้ จะให้สู้พวกเด็กรุ่นหลัง ก็คงจะไม่ไหวแล้ว"

"ยังไงท่านก็ยังเป็น จอมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่อยู่ดี กระผมตื่นเต้นมากเลยที่มีโอกาสได้พบกับท่าน"
"แต่ที่น่าตกใจไม่น้อยเลย ก็คงเป็นเรื่องที่ท่านเป็นท่านพ่อของแอนไทรเดียหล่ะนะขอรับ มิน่าหล่ะ แอนไทรเดียถึงได้ใช้เวทย์มนต์ได้เก่งนัก"
เจฟพูดพลางหันไปมองแอนไทรเนี่ย
"ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าท่านจะมีครอบครัวแล้ว แล้วก็ยังมีลูกสาวโตถึงขนาดนี้แล้วด้วย"

แอนไทรเดีย มองเจฟ และลอร์ดยูเธอร์ แล้วยิ้ม
"ก็ไม่เชิงหรอกนะ ฉันแค่ลูกบุญธรรมหน่ะ"

เจฟ นิ่งเงียบ เขาเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้เร็ว จึงรู้ว่า ไม่ควรซักไซ้ถามต่อ

"อย่ามัวสนใจกับเรื่องเล็กน้อยอยู่เลย ข้าหน่ะ... แคกๆ"
ลอร์ด ยูเธอร์ ไอแคกๆ สีหน้าของเขา ดูไม่ค่อยดีนัก

"มาสเตอร์"
แอนไทรเดีย กับ ฟาร่าห์ รีบเข้าไปดูแลผู้เป็นอาจารย์
"ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะ ว่าอย่าฝืนแบบนี้ เดี๋ยวอาการจะกำเริบอีกนะเจ้าคะ"

"ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง"
"อย่าฝืนเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะพาท่านกลับที่พักก่อนละกันนะเจ้าคะ"
ฟาร่าห์ เกรงว่า อาการของผู้เป็นอาจารย์จะแย่ลง จึงจะพากลับ

"เอ่อ หนูไปด้วยเจ้าค่ะ"
แอนไทรเดีย ขอตามไปด้วยเป็นห่วง

"ไม่เป็นไรหรอก แอนไทรเดีย ข้าแค่เหนื่อยนิดหน่อย เท่านั้นเอง พักหน่อย เดี๋ยวก้อดีขึ้น"
ลอร์ด ยูเธอร์ ลูบหัวแอนไทรเดียอย่างอ่อนโยน เขามองผู้ที่เป็นทั้งลูกศิษย์และลูกสาวของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสีหน้าเป็นห่วง เขารู้สึกได้ ถึงความกังวลที่อยู่ในใจของเธอ ได้เรื่องอาการของเขา และเรื่องของตัวเธอเอง
"เจ้าเองก็ไปพักผ่อนเถอะ ข้ายังอยู่ที่เมืองนี้อีกนาน เจ้าจะไปเยี่ยมอีกเมื่อไหรก็ได้"

"ทางสมาคมเวทย์ ได้จัดที่พักในตัวเมืองไว้ให้แล้วหน่ะ เจ้าไม่ต้องห่วง ไว้ค่อยเจอกันก็ได้"

..............................

แอนไทรเดีย เจฟ และเอลิซ่า เดินไปส่งลอร์ด ยูเธอร์ กับ ฟาร่าห์ จนขึ้นรถม้า  แอนไทรเดียมองรถม้าที่กำลังแล่นไกลออกไปด้วยความเป็นห่วง

"นึกอาการของมาสเตอร์จะดีขึ้นแล้วแท้"
แอนไทรเดีย เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
"ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน อาการของท่านก็แย่ลงมาตลอด"

"ไม่ต้องห่วงไปหรอก ท่านลอร์ดไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอกนะ ถ้าเจ้าเป็นห่วง ไว้เราค่อยไปเยี่ยมท่านกันก็ได้นี่นา"
เจฟพยายามปลอบแอนไทรเดีย

แอนไทรเดีย นิ่งเงียบ เธอยังคงอดกังวลไม่ได้ เธอคิดที่จะปรึกษากับยูเธอร์ เรื่องความฝันที่เธอเห็นมาหลายคืน แต่เมื่อเธอได้เห็นอาการป่วยของผู้เป็นบิดาแล้ว เธอจึงไม่อาจรวบกวนให้ท่านต้องมีเรื่องกังวลใจได้

เมื่อเห็นแอนไทรเดีย เอาแต่นิ่งเงียบ เจฟเอง แม้จะเป็นจะเป็นห่วง แต่ก็ทำได้เพียงแต่คอยปลอบโยนให้กำลังอยู่เงียบๆเท่านั้น

"เอาน่าๆ อย่ากังวลไปเลย ไม่มีอะไรหรอกน่า"
เอลิซ่าพูดแทรกทำลายความเงียบขึ้น

"เพราะไงซะ มันคงจะไม่มีมีอะไรแย่ไปกว่า โดนเมิน หล่ะน่า"
เอลิซ่า ทำหน้าตาน้อยใจ เพราะเธอคุยกับผู้ใหญ่ไม่เก่ง ตอนเธอเข้าหาลอร์ดยูเธอร์กับคนอื่น เธอจึงแทบไม่ได้คุยอะไร จนจืดจางไปโดยปริยาย

"ใช่สิ ฉันมันไม่มีค่า นี่นะ ฮึๆๆๆ"
เธอทำท่าทางแบบเด็กกำลังงอแง จนเจฟกันแอนไทรเดีย อดที่จะขำไม่ได้ ช่วยเปลี่ยนบรรยาศการได้เป็นอย่างดี

ช่วยให้แอนไทรเดียกลับมาหัวเราะได้ดังเดิม

ทุกอย่าง ยังคงดำเนินไปอย่างเงียบสงบดังเช่นเดิม

สงบ ราวกับท้องทะเลที่สงบไร้คลื่น ก่อนมรสุมจะมาเยือน..